วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทดสอบ HOSxP PCU Offline Mode


ผมกับพี่อำนวยมีนัดทดสอบระบบ HOSxPPCU Mode offiine ที่ รพ.สต.บ้านผึ้ง ตำบลวังยาว พี่อำนวยแวะมารับผมที่โรงพยาบาล ระหว่างทางเราพูดคุยกันถึงเรื่องกิจกรรมที่จะทำการทดสอบกันในวันนี้ รวมถึงปัญหาการใช้งาน HOSxP PCU ของ รพ.สต.แห่งอื่นๆ ที่พี่อำนวยกับตั้มออกไปติดตามงานในช่วงที่ผ่านมา

อากาศค่อนข้่างดีครับ สบายๆ ไม่ร้อน ฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตกใช้เวลาเดินทางจากโรงพยาบาลถึง รพ.สต.บ้านผึั้งประมาณ 30นาที วันนี้มีคลินิกสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค พ่อแม่พาเด็กๆนั่งรอกันอยู่หลายคน ระหว่างที่รอหนุ่ย ผู้อำนวยการ รพ.สต.กำลังบริการฉีดวัคซีน พี่อำนวยสำรองข้อมูลและอัพเดตHOSxP PCU เป็นเวอร์ชั่น 3.54.7.4 และไม่ลืม Backup ข้อมูลไว้ก่อนที่จะทำอะไรกับข้อมูลในช่วงต่อไป

วัตถุประสงค์ของการมาทดสอบภาคสนามในวันนี้ มีหลายประเด็นที่ผมสนใจมากกว่าเรื่องของ Offline Mode เพราะถ้าแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวนั่งทดสอบอยู่ที่โรงพยาบาลน่าจะสะดวกสบายมากกว่าและมีข้อมูลการทดสอบ คู่มือเขียนไว้ในบอร์ดของ HOSxPกันพอสมควรอยู่แล้ว แต่ในเรื่องของวิธีการทำงานต่างหากที่ผมสนใจและอยากรู้ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ต้องเอาโน๊ตบุ๊คออกไปให้บริการ มีความยากง่ายมากน้อยแค่ไหนในทางปฏิบัติจริงๆ มีอะไรบ้างที่ต้องระมัดระวัง ฯลฯ

ระหว่างที่รอการอัพเดตโครงสร้าง ผมสังเกตการลงบันทึกข้อมูลงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและสอบถามวิธีการทำงาน ซึ่งผมเข้าใจว่า รพ.สต.แห่งอื่นๆ ก็น่าจะคล้ายๆ กัน คือ เมื่อผู้รับบริการยื่นสมุดสีชมพู เจ้าหน้าที่จะลงบันทึกข้อมูลการเข้ารับบริการผ่านทะเบียนการให้บริการงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และในสมุดสีชมพูให้เรียบร้อยก่อนที่ฉีดวัคซีนให้เด็ก

ซึ่งจากการสังเกตพบว่าเจ้าหน้าที่ต้องลงบันทึกข้อมูลต่างๆเฉพาะการให้บริการฉีดวัคซีน ดังนี้
  1. สมุดสีชมพู
  2. ทะเบียนการรับบริการงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
  3. แฟ้มครอบครัว
  4. โปรแกรม HOSxP PCU
ทั้งๆที่ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน แต่วิธีการทำงานในรูปแบบเดิมทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานซ้ำซ้อน เมื่อลงบันทึกเอกสารต่างๆ ครบเรียบร้อยแล้วก็จะนำข้อมูลบริการไปลงบันทึกในโปรแกรม HOSxP PCU เป็นขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นไม่น่าแปลกใจครับว่าทำไมข้อมูลลงครบบ้าง ไม่ครบบ้าง..


หลังจากที่ผมอัพเดต HOSxP PCU เป็นเวอร์ชั่นใหม่ และทำการสำรองข้อมูลเข้าไปในโน๊ตบุ๊คตัวที่จะนำไปใช้ออกสำรวจข้อมูลภาคสนามเรียบร้อย จับเวลาการตั้งแต่ Backupจนถึงนำเข้าข้อมูลในโน๊ตบุ๊คใช้เวลาประมาณ 30นาที เมื่อข้อมูลทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเราจึงออกเดินทางโดยหนุ่ย เจ้าหน้าที่ รพ.สต.บ้านผึ้ง ออกไปติดตามเยี่ยมบ้านและลงบันทึกข้อมูลจริง

บ้านเป้าหมายที่ออกติดตาม เป็นบ้านผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และในครอบครัวนี้มีเด็กที่ต้องติดตามวัคซีน/ภาวะโภชนาการ อุปกรณ์ที่นำออกไป มีมอเตอร์ไซด์ 1 คัน โน๊คบุ๊ค 1 ตัว กล้องดิจิตอล อีก 1 ตัว และเครื่องอ่านบัตรประชาชน 1 ตัว หลังจากการพูดคุยทักทายกับเจ้าของบ้าน หนุ่ยเปิดโน๊ตบุ๊คเพื่อลงบันทึกข้อมูล โดยเริ่มตั้งแต่พูดคุยสอบถามข้อมูลทั่วไป ข้อมูลการสำรวจบ้าน เท่าที่สังเกตวิธีการทำงานก็ยังดูไม่ค่อยสะดวกนัก อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่ง หนุ่ยไม่คุ้นกับการใช้ mouseและคีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊คมากนัก และแสงสว่างที่จ้ามากเกินไปของบริเวณสถานที่นั่งพูดคุยกันก็มีผลต่อการลงบันทึกข้อมูลพอสมควร



ในการลงบันทึกข้อมูลหลังคาเรือนทดลองเก็บภาพโดยการใช้กล้องจากมือถือถ่ายรูปและตั้งชื่อเป็นรหัสประจำบ้านแต่พบว่าถ้าจะนำเข้าภาพในขณะนั้นเลยอาจจะไม่สะดวกนัก จึงควรถ่ายเก็บภาพไว้ก่อนแล้วจึงเอาไปนำเข้าภายหลังข้อมูลบุคคลมีการตรวจสอบและแก้ไขโดยใช้ร่วมกับเครื่องอ่าน Smart card เพื่อดึงข้อมูลจากบัตรประชาชน พบว่าการนำเข้าข้อมูลสามารถนำเข้าได้ตามปกติทำให้ได้ภาพถ่ายจากบัตรประชาชน แต่ที่ไม่มีข้อมูลของลายนิ้วมือนำเข้ามาด้วยเหมือน HOSxP เมื่อดึงข้อมูลจากบัตรประชาชนเรียบร้อยก็จะลงข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ สำหรับคนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนต้องมีการถ่ายภาพเพิ่มเติม พบว่าถ้าใช้กล้องดิจิตอลถ่ายภาพแล้วจะนำรูปมาใส่เรียบร้อยทีเดียวเลยนั้น คงต้องถอด Memory card เข้าๆออกๆ หรือใช้สายเชื่อมต่อกล้องกับโน๊ตบุ๊คแล้วค่อยนำเข้ารูปของในแต่ละคน ดูแล้วไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ถ้ามีเวปแคมติดตามด้วยอีกสักตัวน่าจะดีกว่า


ในกรณีนี้ถ้ามีเวปแคมน่าจะทำให้การเก็บภาพบุคคลสะดวกมากขึ้น และเพื่อที่จะเก็บภาพบุคคลได้ทันที เราจึงให้หนุ่ยลองใช้กล้องเวปแคมของโน๊คบุ๊คไปพลางๆก่อน


แต่ผลก็อย่างเห็นในภาพแหละครับไม่ค่อยสะดวกนัก เวลาที่จะใช้งานจริงๆ หลังจากนั้นเป็นการลงบันทึกข้อมูลการรักษา ข้อมูลการเยี่ยมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเยี่ยมติดตามภาวะโภชนาการของเด็ก โชคไม่ค่อยดีนักมีฝนตกหนักทำให้ต้องเปลี่ยนแผนจากที่ต้องออกไปเก็บข้อมูลเยี่ยมบ้าน ข้อมูลชุมชน ร้านค้า ฯลฯ อื่นๆ เพิ่มเติมต้องพักเอาไว้ก่อน จึงกลับมาที่ รพ.สต.เพื่อโอนข้อมูลกลับเข้าไปในฐานจริง

ในระหว่างที่ให้หนุ่ยกำลังสอบถามและบันทึกข้อมูล ผมก็เก็บภาพและจดบันทึกว่ามีการแก้ไขข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อที่จะเอาไว้เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเวลาที่ทำการ Synchronize กลับเข้าฐานเรียบร้อยแล้ว โดยข้อมูลที่เก็บตัวอย่างมามีดังนี้
  1. การสำรวจข้อมูลบ้าน/สุขาภิบาล
  2. การแก้ไขข้อมูลบุคคล Patient /person
  3. การตรวจรักษา
  4. การเยี่ยมบ้านคลินิกพิเศษ และเยี่ยมบ้านทั่วไป
การ Synchronize ข้อมูลกับฐานจริงใช้เวลาไม่นานนัก อาจจะเป็นเพราะปริมาณข้อมูลที่ไม่ได้เยอะมาก โดยก่อนที่จะ Synchronize ข้อมูลโปรแกรมจะสอบถามให้เลือกวันที่ที่ต้องการก่อน และหลังจากนำเข้าไปเรียบร้อยจึงทำการตรวจสอบข้อมูลในฐานจริง ซึ่งพบว่าข้อมูลที่ทดสอบไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการตรวจรักษา,การสำรวจสุขาภิบาล การเยี่ยมบ้าน ฯลฯ ข้อมูลสามารถ Synchronize ได้สมบูรณ์ยกเว้นเพียงแค่ภาพถ่าย ทั้งภาพถ่ายบ้านและภาพถ่ายบุคคลไม่ถูกนำเข้ามาด้วย

บทสรุป
การใช้ HOSxP PCU offline Mode สามารถนำไปใช้งานโดยลงบันทึกข้อมูลลงในโน๊ตบุ๊ค และนำมา Synchronize กลับเข้าฐานข้อมูลจริงสามารถทำได้ดี และข้อมูลที่ทดสอบมีความครบถ้วน ยกเว้นข้อมูลภาพถ่ายต่างๆ แต่ต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้และความเข้าใจวิธีการใช้งานให้ถูกต้อง และหากเจ้าหน้าที่ รพ.สต.แห่งใดจะนำไปใช้จริงควรเตรียมข้อมูล และอุปกรณ์ให้พร้อม และเหมาะสมกับลักษณะงานเพื่อที่จะช่วยในการเก็บบันทึกข้อมูลได้สะดวกมากขึ้น

การนำคอมพิวเตอร์โน๊คบุ๊คใส่ฐานข้อมูลของ รพ.สต. เจ้าหน้าที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซด์ออกไปให้บริการประชาชนในหมู่บ้านและติดตามงาน ใช้ข้อมูลในการดูประวัติและบันทึกข้อมูลผ่าน เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของงานสาธารณสุขเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ในยุคนี้ไอที ซึ่ง ณ วันนี้พิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าในส่วนของ Hardware Software ในปัจจุบันมีความพร้อมใช้และเพียงพอ

แต่ที่สำคัญที่ต้องมาคิดกันต่อ คือ "คน" ที่จะลงไปทำงานในพื้นที่เท่านั้นเองว่ามีความพร้อมกับวิธีการทำงานแบบไฮเทคโนโลยีแบบใหม่กันมากน้อยแค่ไหน???


วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การทำ COCKPIT ง่ายๆ ด้วยสเปรตชีตของ google


เอกสารใน Goolgel อย่าง สเปรตชีต นอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาและวิธีการทำงานคล้ายๆกับ Excel แล้ว ยังมีลูกเล่นในการทำกราฟอย่าง COCKPIT ได้อย่างน่าสนใจ และสามารถใน Code มาแปะเพื่อแสดงผลงานในหน้าเวปได้ง่ายๆอีกด้วย

มีผู้สนใจเมล์มาสอบถามผมว่า วิธีทำกราฟแบบ COCKPIT แบบที่แสดงในหน้าเวปของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายทำอย่างไร ผมเลยถือโอกาสนำมาเป็นหัวข้อในการเขียน Blog ในวันนี้ ไปดูวิธีทำกันครับ

1.เริ่มต้นกันด้วยการจัดทำเอกสาร สเปรตชีต โดยตัวอย่างตามภาพผมลงบันทึกข้อมูลตัวชี้วัด และใช้สูตรคำนวณในบางเซลล์เหมือนการใช้งาน Excel ตามปกติครับ โดยเซล์ตัวอย่างที่ผมจะนำไปใช้ในการทำกราฟแบบ COCKPIT คือ C3 ที่มีค่าเท่ากับ 18.00
ภาพที่ 1

2. ให้เพิ่ม sheet เปล่าขึ้นมาอีก 1 sheet ปรับขนาดของเซลล์ตามความต้องการที่จะวางกราฟ เสร็จเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ปุ่มแทรกแผนภูมิ

ภาพที่ /
3. โปรแกรมจะแสดงหน้าต่างเครื่องมือแก้ไขแผนภูมิให้เลือกช่วงข้อมูลที่ต้องการนำมาแสดงผลในกราฟ (4) ข้อมูลตัวอย่างที่ผมนำมาแสดงคือ ข้อมูลใน sheet ของ KPI เซลล์ C3 หลังจากนั้นให้เลือกประเภทของกราฟที่ต้องการนำมาแสดง (5) โปรแกรมจะแสดงตัวอย่างของกราฟ COCKPIT แต่เป็นกราฟสีขาวแต่ยังไม่มีสีแสดงความก้าวหน้าของงาน ให้เลือก Tabกำหนดค่า (6)

ภาพที่ 3

4. การกำหนดค่าในแผนภูมิ COCKPIT จะมีช่องให้กำหนดชื่อแผนภูมิ และช่วงของข้อมูลต่ำสูดและสูงสุดของมาตรวัดที่จะเป็นข้อมูลสเกลในกราฟ ส่วนการกำหนดสีสามารถเลือกกำหนดได้ 3 สี โดยมีสีแดง สีเหลือง และสีเขียว

ภาพที่ 4


เมื่อกำหนดค่าต่างๆในกราฟเรียบร้อยแล้ว กดปุ่มแทรก จะได้กราฟนำเสนอผลงานแบบ COCKPIT ในส่วนของเข็มในกราฟจะแสดงผลขึ้นหรือลงตามตัวเลขในช่องข้อมูลที่กำหนด ซึ่งตัวอย่างในกราฟตัวเลขที่นำมาแสดงคือ 18.00 แต่ช่วงของมาตรวัดต่ำสุดคือ 70 ทำให้เข็มอยู่ในตำแหน่งต่ำสุดของช่วงสีแดง..

ซึ่งจากผลที่ทดลองทำดูก็สามารถนำมาใช้ได้ดีในระดับหนึ่ง ถ้าหากกำลังมองหาโปรแกรมที่เกี่ยวกับ COCKPIT มาใช้แต่ยังติดตรงราคาแพงเกินไป หรือยังไม่แน่ใจว่าซื้อมาใช้แล้วจะคุ้มค่าหรือเปล่า ลองใช้ของฟรีใน Gmail ดูก่อนก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ง่ายๆ และประหยัดดีครับ

หากมีข้อสงสัยหรือมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในบทความนี้ ติดต่อผมได้ทางอีเมล์ decha015@gmail.com ครับ


วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลบข้อมูลได้หรือไม่ : คุณคิดคม

เมื่อได้ออกนิเทศ รพ.สต. ร่วมกับการประเมิน ontop payment ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ได้แลกเปลี่ยนการทำงานกับพี่ เพื่อน น้อง ในรพ.สต.ต่าง ๆ บางคนก็ถามว่าทำไมส่งข้อมูลแล้วข้อมูลไม่ปรากฎใน list ของ สปสช. บางคนก็ถามว่าจะบันทึกข้อมูลแล้วส่งข้อมูลใหม่ได้หรือไม่ จึงนำบทความของคุณคิดคม สปสช. มาฝากอีกเรื่องค่ะ อ่านแล้วอาจเห็นใจคนทำงานในระดับจังหวัด และ สปสช.มากขึ้นนะคะ

"หลายวันมานี้ผมเริ่มเห็นตามกระทู้ต่างๆ หรือบางครั้งก็มีการโทรศัพท์เข้ามาบ้างเกี่ยวกับการขอยกเลิกข้อมูลและลบ ข้อมูล คำตอบของผมก็คือ ไม่สามารถลบหรือยกเลิกได้ครับ หลาย ท่านอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่ได้ ก็ในเมื่อข้อมูลของเรา เราส่งไป เราก็น่าที่จะลบหรือยกเลิกได้ แต่คำตอบของผมอีกเช่นเดียวกันคือ เมื่อข้อมูลเข้ามาที่ สปสช. แล้ว มันไม่ได้เป็นของท่านคนเดียวครับ เพราะมีข้อมูลของที่อื่นๆ ส่งเข้ามาด้วย ดังนั้นอาจเรียกได้ว่ามันเป็นของทุกหน่วยบริการ สาเหตุหลักๆ ที่ไม่สามารถยกเลิกหรือลบข้อมูลได้เนื่องจากระบบการประมวลผลต้องเดินหน้า ตลอดครับ ข้อมูลของแต่ละหน่วยบริการก็รอเข้าคิวตรวจ ท่านลองนึกซิครับสมมุติว่าท่านเข้าคิวเพื่อซื้ออาหารที่ยาวเหยียด เมื่อถึงคิวท่าน ท่านก็สั่งอาหารแล้วนำกลับไปนั่งกิน สักพักท่านรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อยอยากเปลี่ยนใหม่ แล้วท่านก็ไปบอกทุกคนที่รอคิวอยู่ว่า "หยุดก่อน ขอให้พ่อครัวทำอาหารให้ท่านใหม่ก่อน" อะไรจะเกิดขึ้นครับ

ขอยกอีกตัวอย่างหนึ่ง สมมุติว่าท่านถูกมอบหมายให้ทาสีอะไรสักอย่าง โดยต้องทาทั้งหมด 7 ชั้น เมื่อสีแห้งท่านรู้สึกว่าสีชั้นที่ 3 ทาไม่สวยไม่ดี ท่านต้องการทาชั้นที่ 3 ใหม่ คำถามคือท่านทำได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ ก็ต้องรื้อทาใหม่หมด เช่นเดียวกันกับการประมวลผล หากมองเฉพาะหน่วยบริการเดียว เมื่อประมวลผลไฟล์แรกไปแล้ว ไฟล์ที่สองที่ส่งมาก็ต้องนำไปตรวจสอบกับไฟล์แรก และไฟล์ถัดๆ ไปก็เช่นเดียวกัน บางท่านบอกก็เพิ่งส่งมาไฟล์เดียว คำตอบก็คือให้ไปดูในตัวอย่างแรกครับ

นอกจากนี้หากมีการยอมให้ลบได้ยกเลิกได้จะเกิดอะไรขึ้นครับ ความโกลาหล หน่วยบริการนี้ส่งไฟล์มาแล้วผ่านบ้าง ไม่ผ่านบ้าง ผลงานไม่ดี อยากขอยกเลิก หน่วยบริการนี้ก็อยากทำบ้าง หน่วยบริการโน้นก็อยากทำ สรุปคือการประมวลผลไม่ไปไหน ถอยหน้า ถอยหลัง หรือไม่ก็อยู่กับที่ แล้วหน่วยบริการที่ตั้งใจทำ ตั้งใจพัฒนา ก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ บางท่านบอกว่าแล้วถ้าส่งมาแล้วผิดหมดล่ะ ก็ยิ่งง่ายครับ ท่านก็ดู Error ที่เกิดขึ้นแล้วแก้ไขส่งมาใหม่ทั้งหมดครับ เพราะตราบใดที่ข้อมูล Record นั้นไม่ถูกต้องท่านก็สามารถแก้ไขและส่งมาได้ตลอดจนกว่าข้อมูลจะถูกต้อง ที่ กล่าวมาทั้งหมดนี้ต้องการจะบอกว่าขอให้ระมัดระวังเรื่องการส่งข้อมูลหน่อย ครับ เพราะระบบไม่ใช่ของท่านคนเดียว มีหน่วยบริการนับหมื่นแห่งที่ส่งข้อมูลเข้ามาครับ"

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Welcome โรงพยาบาลน้ำหนาว


สองปีกว่าแล้วมั้งครับ..ที่ Admin รพ.น้ำหนาวมาฝึกอบรม HOSxP ที่ รพร.ด่านซ้าย ซึ่งในช่วงแรกดูเหมือนว่าหลังจากฝึกอบรมเสร็จจะกลับไปเตรียมทีมเพื่อขึ้นระบบ แต่หลังจากนั้นไม่นานผมได้ข่าวว่ามีการเปลี่ยนผู้บริหารทำให้นโยบายของโปรแกรมการใช้งานถูกเปลี่ยนไปใช้โปรแกรม HOS OS ได้ระยะหนึ่ง .. จนกระทั่งทิศทางเริ่มชัดเจนว่า HOSxP น่าจะเป็นคำตอบ ทำให้ต้องกลับมารื้อฟื้นกันอีกรอบก่อนที่จะได้ขึ้นระบบใช้งานจริง..

โรงพยาบาลน้ำหนาว เป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ของการช่วยเหลือ แบ่งปัน และให้คำแนะนำผ่านระบบ Internet ครับ โดยที่ผม,อาร์ม ยังไม่มีโอกาสได้ไปยลโฉมโรงพยาบาลน้ำหนาวเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับอุ้ม Admin โรงพยาบาลแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่นที่ผ่านการขึ้นระบบด้วยวิธีนี้เป็นโรงพยาบาลแห่งแรก และได้นำความรู้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยทีมโรงพยาบาลน้ำหนาวในการโอนฐานข้อมูลและขึ้นระบบ

เราใช้เวลาในการสอน ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผ่านระบบออนไลน์เป็นเวลากว่า 1 เดือน เข้าอบรมได้บ้าง ไม่ได้บ้างตามแต่สถานการณ์ของแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของการสอนให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด..ซึ่งนอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลจิตเวชเลย,โรงพยาบาลภูผาม่านที่เข้าร่วมฟังการใช้งานHOSxP และเตรียมที่จะขึ้นระบบในเร็วๆนี้..

การเตรียมความพร้อมของคน โดยเฉพาะการ"เปิดใจ" ให้ได้เห็น เพราะถ้าใครได้ลองใช้ HOSxP ใหม่ๆจะรู้สึกว่าต้องลงบันทึกอะไรมากมาย หลายคนปฏิเสธการใช้ เพียงแค่ฟังเขาเล่ามา.. หรือแค่คิดว่าตัวเองต้องลงบันทึกมากขึ้น.. หรือบางทีเมมโมรีในสมองยังคงยึดติดกับโปรแกรมเก่าๆ ทำให้ไม่อยากลองของใหม่ๆ ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องหนักอกหนักใจของ Admin มากที่สุด.. แต่ถ้าอธิบายเหตุผลให้เข้าใจและมีโอกาสได้ทดลองใช้ ส่วนใหญ่จะยอมรับถึงประสิทธิภาพของ HOSxP ที่มีการทำงานตรงใช้ผู้ใช้งานอย่างมาก..


วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมาโรงพยาบาลน้ำหนาวได้ขึ้นระบบใช้งาน HOSxPอย่างเป็นทางการแล้วครับ แม้ว่าจะเตรียมตัวเตรียมใจมาอย่างดี เชื่อเถิดครับว่าสัปดาห์ที่ 1-2 ของการขึ้นระบบ เหนื่อยแน่ๆ แต่จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อผู้ใช้คุ้นเคยและปรับตัวได้แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็จะเริ่มสบายขึ้น..

พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทีม รพ.น้ำหนาวได้รับในช่วงที่ผ่านมา หากจะเป็นประโยชน์กับใคร จงอย่าลังเลใจที่จะแบ่งปันนะครับ..

Welcome to HOSxP








การนิเทศ รพ.สต. ร่วมกับการประเมิน ontop payment

ช่วงนี้พี่ได้ออกนิเทศ รพ.สต. ร่วมกับการประเมิน ontop payment ทำให้ได้เห็นการทำงานของ รพ.สต. ต่าง ๆ ชื่นชมชาว รพ.สต. มาก ๆ เลยค่ะ ว่าสามารถดำเนินการได้ดี หากเป็นประชาชนที่มารับบริการก็ชื่นใจค่ะ คุณหมอน่ารัก ที่ทำงานก็น่าอยู่ (ยกเว้นบางกรณีที่ทางคณะกรรมการได้ให้คำแนะนำไว้เนอะ) ในส่วนของระบบข้อมูลยังเป็นห่วงบางพื้นที่ค่ะ โดยเฉพาะโรงพยาบาล และโรงพยาบาลจำเป็นเช่น สอ.หนองหินเฉลิมพระเกียรติค่ะ เนื่องจากยังไม่มี admin ดูแลระบบงานโรงพยาบาล สิ่งที่พบคือ DS HOSxP ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ความเข้าใจระบบงานโรงพยาบาลยังไม่ดีค่ะ ฝากประเด็นสำหรับ admin โรงพยาบาลค่ะ



ดูที่ตั้ง server ซิคะ



วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จิ๊กซอร์ : คุณคิดคม

เมื่อเข้าไปหาข้อมูล OP PP มาประดับความรู้ตัวเอง เลยได้ข้อมูลจากบทความของคุณคิดคม สเลลานนท์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลข้อมูล OPPP Individual ของ สปสช. เล่าเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าวไว้น่าสนใจ จึงเอามาฝากพี่น้องชาว HOSxP เมืองเลยค่ะ "
วันก่อนมีท่านหนึ่ง MSN คุยกับผมเกี่ยวกับเรื่องของแฟ้ม PERSON ว่าหากส่งให้ สปสช. แล้วจำเป็นต้องส่งเข้ามาอีกหรือไม่ ผมก็บอกว่าต้องส่งครับ ท่านนั้นก็ยังไม่เข้าใจถามผมต่ออีกว่า "ส่งทั้งที่ข้อมูลไม่มีการ Update น่ะหรือ" การถามลักษณะเช่นนี้ แสดงว่าท่านั้นอาจยังไม่เข้าใจระบบการส่งข้อมูลในปี 2554 ซึ่งก็ไม่ใช้เรื่องผิดอะไร อาจมีหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจเช่นนี้อีกเช่นกัน แต่ไม่กล้าถาม หลายท่านอาจมีภาระกิจเยอะ เพราะหน้าที่ของท่านคงไม่ใช่มานั่งส่งข้อมูลอย่างเดียว ผมพยายามหาคำตอบมาอธิบายท่านนั้นเพื่อให้เข้าใจมากที่สุดในจำกัดหลายๆ อย่าง (เพราะ MSN ต้องพิมพ์ และอธิบายเป็นตัวอักษร) ผมก็พยายามนึกๆๆๆ ก็บังเอิญไปนึกถึง "จิ๊กซอร์" เข้า เพราะจิ๊กซอร์คือการประกอบสิ่งที่ถูกแบ่งเป็นชิ้นๆ ให้เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ ก็น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เพราะเราตัดข้อมูลที่สมบูรณ์ออกเป็นชิ้นๆ เหมือนกัน คือ PERSON เป็นชิ้นส่วนของข้อมูลคน SERVICE เป็นชิ้นส่วนของข้อมูลบริการ DIAG เป็นชิ้นส่วนของสาเหตุการมารับบริการ ส่วน PROCED และ DRUG เป็นชิ้นส่วนขยายความของ SERVICE ว่ามารับบริการแล้วได้อะไรกลับไปบ้าง (ซึ่งบางรายอาจไม่ได้รับอะไรกลับไปเลยก็มี)
ในแนวคิด (Concept) Package ของปี 54 ก็คล้ายๆกับจิ๊กซอร์ โดยมีหน่วยบริการเป็นผู้ผลิตจิ๊กซอร์ ซึ่งก็คือข้อมูลการให้บริการที่กล่าวไป แล้วบรรจุลงกล่องก็คือ Package ส่งมอบให้ สปสช. ดังนั้นในกล่องของจิ๊กซอร์นั้นจึงต้องมีชิ้นส่วนที่ครบถ้วน เพื่อที่จะนำมาประกอบให้เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ คือ "ใคร (PERSON) มารับบริการ (SERVICE) ด้วยสาเหตุใด (DIAG) และมีหรือไม่มีบริการเพิ่มเติมอะไร (PROCED,DRUG)" ดังนั้นทุกครั้งที่ส่งจิ๊กซอร์มาก็ต้องมีชิ้นส่วนพื้นฐาน PERSON SERVICE และ DIAG เพราะหากขาดชิ้นใดไปชิ้นหนึ่งก็ไม่สามารถประกอบเป็นสิ่่งที่สมบูรณ์ได้ครับ ที่สำคัญจิ๊กซอร์นั้นแต่ละชิ้นก็ต้องสมบูรณ์ด้วย เพราะหากมันขาด มันแหว่งไปชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ชิ้นอื่นก็ไม่สามารถนำมาประกอบได้ กล่องนี้ก็ไม่ผ่าน QC ก็ต้องทิ้งไปทั้งกล่อง จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม PERSON เสีย SERVICE DIAG PROCED และ DRUG จึงเสียตามไปด้วย
หากส่งจิ๊กซอร์มาสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึง PERSON SERVICE DIAG ก็หมายความว่าสามารถประกอบให้สมบูรร์ได้ ส่วน PROCED และ DRUG อาจเปรียบได้กับสีที่แถมมาในกล่องเพื่อให้ระบายให้เกิดสีสัน ซึ่งแน่นอนหากท่านลืมใส่สีเข้ามาในกล่อง หรือใส่มาแล้วใช้ไม่ได้ ก็ไม่มีผลกลับความสมบูรณ์ของจิ๊กซอร์นั้น เป็นอันว่ามันผ่าน QC แล้ว ซึ่งในเวลาต่อมาท่านอาจนึกได้ว่าลืมใส่สีมาในกล่องหรือใส่มาแล้วใช่ไม่ได้ จะส่งสีนั้นเข้ามา และแน่นอนท่านต้องส่งมาทั้งกล่อง (Package) อีกครั้ง แต่ สปสช. ก็จะบอกว่ากล่องนี้ท่านเคยส่งมาแล้วเราไม่รับ เพราะเราไม่รับสินค้าซ้ำกัน ท่านอาจจะบอกว่างั้นเอาสีที่ใส่มากล่องหลังไปใส่กล่องแรกได้หรือไม่ คำตอบก็คือเราไม่สามารถไปหากล่องแรกท่านเจอได้เพราะจิ๊กซอร์ที่ส่งเข้ามามัน มากมายมหาศาล ถึงทำได้เราก็ต้องลงทุนเยอะ ต้องใช้คน ต้องใช้เครื่องจักร ซึ่งไม่คุ้มทุนสำหรับเรา ดังนั้นจึงเป็นเหตุและผลว่าข้อมูล Add on ควรตรวจสอบให้ดีก่อนส่งครับ"

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันที่ไร้ Microsoft offce




หลังจากเรียนจบคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2539 ผมกลับมาประจำปฏิบัติงานที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอด่านซ้าย พอดีกับพี่สมศักดิ์ย้ายกลับบ้านที่ผาขาว ผมก็ก้าวขึ้นรั้งตำแหน่งนักวิชาการมือวางอันดับหนึ่งของอำเภอด่านซ้าย แหม..ฟังดูแล้วเหมือนจะเท่ห์ดีนะครับ นักวิชาการของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จะว่าไปก็เปรียบเหมือนงานของเสนาธิการครับ คิด วางแผน จัดการต่างๆ เป็นมือซ้าย มือขวาของสาธารณสุขอำเภอ บางทีก็ควบตำแหน่งผู้ช่วยไปด้วย

คอมพิวเตอร์ยุคนั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทในงานสาธารณสุขพอสมควรครับ โดยเฉพาะงานเอกสาร จำได้ว่าก่อนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมยังใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์ลงกระดาษไข แล้วเอาไปโรเนียวอยู่เลย โปรแกรมสำหรับพิมพ์งานในคอมพิวเตอร์ยุค 486 DX4100 ที่ฮิตๆ คงไม่พ้น จุฬาเวิร์ด หรือไม่ก็ราชวิถีเวิร์ด ซึ่งผมได้หัดใช้สมัยที่เรียนปี 1 แต่หลังจากนั้นคอมพิวเตอร์ก็มีความก้าวหน้าขึ้นมาก เปลี่ยนจากระบบ DOS เป็น windows 3.11 รุ่นที่ติดตั้งด้วยแผ่น Floppy disk 11 แผ่น พอดีระบบวินโดว์เข้ามาโปรแกรมเอกสารอย่างจุฬาเวิร์ดกลายเป็นของที่ล้าสมัยไปซะแล้วครับ หน่วยงานสาธารณสุขในยุคนั้นจึงเริ่มมีการนำโปรแกรมพิมพ์เอกสารมาใช้อย่าง AMIPRO ซึ่งรันบนวินโดว์ มีรูปร่างหน้า ที่น่าใช้กว่าบน DOS เยอะ การจัดหน้า พิมพ์หนังสือตราครุฑ ฯลฯ สาระพัดประโยชน์ครับ เรียกได้ว่าทั้งสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสถานีอนามัยในยุคนั้น แห่งที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ต้องติดโปรแกรมนี้กันงอมแงม..


แต่โลกของไอทีไม่เคยหยุดนิ่งครับ ในขณะที่ทุกคนติดกับ amipro ผมกลับมองว่าอนาคตของ amipro ไม่น่าจะไปได้นานนัก เพราะสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย อ.ผมเคยบอกว่าให้จับตาไมโครซอฟท์ไว้ ซึ่งในระหว่างเรียนผมก็ได้ใช้โปรแกรม Microsoft word 6 อยู่แล้วและคิดว่าดีกว่า amipro ที่ใช้กันอยู่ในตอนนั้น จึงเสนอให้มีการเปลี่ยนโปรแกรมพิมพ์เอกสารเป็น word 6 แน่นอนครับว่า..เสียง(บ่นด่า) ตอบรับดีมาก

word 6 ในยุคนั้นยังคงมีปัญหาเรื่องการบริโภคทรัพยากรค่อนข้างมาก และมีอาการค้างบ่อยๆทำให้คนใช้หงุดหงิดใจได้พอสมควร แต่เวลาก็ช่วยเยียวยาทุกสิ่ง หลังจากที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่นานทุกคนก็เริ่มชินกับการใช้งาน และทิ้งความทรงจำเกียวกับ amipro ไว้เบื้องหลัง

ในยุคระบบปฏิบัติการที่เปลี่ยนจาก windows 3.11 เป็นวินโดว์ 95 วินโดว์ 98 โปรแกรมสำนักงานชุดใหม่ที่ออกมาให้ใช้กันคือ Microsoft office 97 ซึ่งถือว่าเป็นจุดพลิกผันของวงการสาธารณสุขทีเดียวเพราะมีโปรแกรมฐานข้อมูลหลายตัวที่เขียนจาก Accress 97 โดยเฉพาะโปรแกรมสำคัญอย่าง HCIS ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายและยาวนาน..หลายปี แต่สารภาพตรงๆ ผมใช้ HCIS แค่ 3 เดือนเท่านั้นเอง..


คอมพิวเตอร์ในยุคหลังๆ ก้าวกระโดดเร็วมากครับ ตัวโปรแกรม Microsoft office ก็มีการเปลี่ยนจาก office 97 เป็น office 2003 ตามระบบปฏิบัติการที่เปลี่ยนจาก windows 98 เป็น Widows Me และ Windows XP ที่เป็นยุคเฟื่องฟูของ Mocrosoft เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดว์ XP และ office 2003 มาให้เรียบร้อย ใช้กันเพลินเลยละครับ เพราะโปรแกรมใช้งานค่อนข้างง่ายและมีความคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดี จนผมเคยคิดว่าก็ไม่น่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะงานเอกสารเท่าที่ทำกันทุกวันนี้มีคนว่ากันว่ายังใช้ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ของศักยภาพที่มันมีเลยด้วยซ้ำไป..




แล้วเกิดอะไรขึ้นละครับ..
ปัญหามันเกิดขึ้นมาจาก วันหนึ่งอยู่ผมก็ได้รับไฟล์งานเอกสารที่ดาวโหลดจากอีเมล์เป็นไฟล์แปลกๆ นามสกุล docx เป็นจาก office 2003 ก็ไม่ได้ ทำให้ถึงบางอ้อว่าระบบปฏิบัติการใหม่ๆเริ่มใช้ office 2007 กันแล้ว

จะด้วยความสวยงาม หรือเหตุผลใดก็แล้วแต่ office 2007 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าตาเมนูในโปรแกรมไปมากพอสมควร หลายๆคนที่คุ้นเคยกับ office 2003 ต่างพากันบ่นอุบว่าใช้ยาก หาเมนูก็ลำบาก ฯลฯ



แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ของแบบนี้ไม่ลองฝึกบ่อยๆ ก็คงไม่เป็น นี่ก็เห็นว่า office 2010 โผล่หน้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์บางเครื่องกันแล้ว.. แม้จะยังไม่มาก แต่การเปลี่ยนแปลงโปรแกรมใช้งานคงไม่ใช่ปัญหา เพราะผมมีประเด็นหลักสำคัญๆ ที่ต้องคิดมากกว่าคือ ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์

ผมเคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโปรแกรม Microffice เป็นโปรแกรมปลาดาว มาแล้วครั้งนึง ซึ่งตอนนั้นปัญหาเรื่องของลิขสิทธิ์เริ่มประทุขึ้นมาอีกครั้ง จนมีการพยายามที่จะให้ลีนุกซ์ทะเล และ ปลาดาว เป็น OS และโปรแกรม office ระดับชาติ..แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปกับลมปาก และดากเหม็นๆของนักการเมือง..

จนกระทั่งถึงวันนี้.. มีคนพูดบ่อยๆว่า เรื่องจับลิขสิทธิ์มันจริงเหรอ ก็เห็นขู่กันมาหลายครั้งแล้ว ใช้พวก open source แล้วจะยุ่งยากกว่าเดิม ที่อื่นยังไม่เห็นมีใครเปลี่ยนกันเลย ฯลฯ

อย่าถามผมครับว่าทำไมเลิกใช้ และเปลี่ยนเป็น open source ..
จริงๆ ผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ บริษัทตรวจจับลิขสิทธิ์ก็ยังไม่เคยเข้า รพ.อื่นๆในจังหวัดเลยหรือที่ไหนๆ ก็ยังไม่เห็นมีใครเขาขยับมาทำเรื่องนี้กันจริงๆ จังๆ..

ถ้าจะถาม..

ถามผมยังงี้ดีกว่าว่า....... ทำไมถึงเลือกใช้ LibreOffice ใช้แล้วมีปัญหาอะไรไหม๊ มีการเตรียมตัวของคนในองค์กรอย่างไร ฯลฯ... แต่ถึงจะอธิบายอย่างไรคุณก็อาจจะยังไม่เข้าใจ จนกว่าคุณจะได้ลองใช้เองจริงๆ