วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

งานใหญ่..

วันนี้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 10 เข้าตรวจเยี่ยม รพร.ด่านซ้าย และ รพ.สต. มีเรื่องที่ผมสนใจคือ "นักจัดการสุขภาพครอบครัว" หรือ "นักสร้างสุขภาพครอบครัว" โดยส่วนตัวผมชอบวิธีการคิดของท่านผู้ตรวจครับ เพราะส่วนหนึ่งงานสาธารณสุขในปัจจุบันเราไม่อาจรอตั้งรับแล้วภาคภูมิใจกับระบบการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น มีมาตรฐานขึ้นเพียงอย่างเดียว เรารักษาดีขึ้น คนไข้กลับเพิ่มมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ นี่มันใช่ระบบสุขภาพคนไทยที่เราฝันกันไว้หรือเปล่า..

บางทีการจัดการสุขภาพอาจจะเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้คนทำงานเชิงรุกได้มีเรื่องที่ท้าทาย การที่จะทำให้คนไม่ป่วยคนมีสุขภาพดีด้วยการเป็นนักจัดการนักสร้างสุขภาพ เป็นสิ่งที่คิดใหญ่ดีครับ..

ท่าน นพ.สสจ.เข้ามาทักทายและพูดคุยกับผมเป็นการส่วนตัวเรื่องการวางแผนช่วยเหลือการเปลี่ยนระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลเลยจาก HOMEC เป็น HOSxP นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ใหญ่ ทีมเรามีประสบการณ์การเปลี่ยน software ของ รพ.สต.,รพ.ขนาด 30 เตียง,รพ.ขนาด 60 เตียง ,และ รพ.ขนาด 90 เตียง ล้วนแล้วแต่เคยทำมาแล้ว แต่ระดับ รพท. เป็นงานใหญ่ ยาก และท้าทาย..

บางทีความฝันของนักไต่เขาสูงๆ..คงไม่ใช่แค่การขึ้นไปปักธงแล้วประกาศก้องต่อคนทั้งโลกว่าข้า คือ ที่หนึ่ง..
หากแต่เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อบอกเล่าให้คนรุ่นหลังที่จะตามมาว่า ก่อนจะออกเดินทาง ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ระหว่างทางจะทำอย่างไร จุดตรงนั้น ตรงนี้ มีอันตรายแค่ไหน ควรระมัดระวังอะไรบ้าง.. บทเรียนระหว่างทางเป็นเหมือนบันไดที่ได้สร้างไว้ให้นักไต่เขาคนต่อไปได้ศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนที่เคยปีนขึ้นไปก่อนหน้า..อาจมีทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว

แต่ใครเล่าจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งว่า ยิ่งสูง..จะยิ่งหนาวแค่ไหน ถ้าไม่ลองปีนขึ้นไปสัมผัสดู

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

แรงบันดาลใจ..

ทุกครั้งๆที่ ผมมีโอกาสฟัง ผู้อำนวยการบรรยาย สิ่งที่ได้รับกลับมาเสมอ คือ พลัง และแรงบันดาลใจในการทำงาน.. การเป็นผู้นำที่ไม่ใช่แค่นำการบริหารจัดการ แต่การที่ต้องนำทางจิตวิญญานด้วยเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องทุ่มเทอย่างมากครับ วันนี้ที่ทีม รพ.ปากชมเข้าฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งแรก การพบผู้นำสูงสุดขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่ถูกกำหนดในตารางการฝึกอบรม แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆและเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานเพียงไม่กี่คน แต่ ผอ.ก็จะให้ความสำคัญในการเข้ามาพบปะพูดคุยและบรรยายด้วยตัวเองทุกครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ทีมเกิดพลังที่จะต้องกลับไปทำงานต่อ

ระบบไอที ระบบสารสนเทศ ความสำเร็จจะมองเห็นเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อหน่วยงานต่างๆสามารถใช้ประโยชน์จากสารสนเทศได้อย่างเต็มที่เหมือนกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แค่ฉีกซอง เติมน้ำร้อนก็พร้อมเสริื์์ฟ หลายคนจับต้องได้แค่นั้น แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าเบื้องหลังที่มาที่ไปของความสำเร็จจนผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวกสบายง่ายดาย มีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องเฝ้าดูแลระบบ สำรองข้อมูล ตรวจสอบการจราจรในเครือข่าย ทำงานกันดึกๆ สู้กับปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์ และปัญหาทั้งด้านเทคนิคต่างๆอีกมากมาย

บางครั้งในความยากลำบาก..ของคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ต้องการอย่างมากไม่แพ้กัน นั่นคือ แรงบันดาลใจ..

รพ.ปากชม ฝึกอบรมบุคลากรเตรียมความพร้อมก่อนใช้ HOSxP

ในระหว่างวันที่ 10-14 มกราคม 2554 เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลปากชมจะมาฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการใช้ HOSxP ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการเตรียมความพร้อมบุคลากรก่อนขึ้นระบบ หลังจากที่บุคลากรกลุ่มนี้ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับโมดูลต่างๆ ของ HOSxP แล้ว ในขั้นตอนต่อไปจะต้องกลับไปเตรียมความพร้อมด้าน Hardware ที่ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลปากชม และในขั้นตอนสุดท้าย คือ การซักซ้อมการใช้งานของบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและกำหนดวันขึ้นระบบเพื่อใช้งาน HOSxP

ปัจจุบันนี้มีโรงพยาบาลในจังหวัดเลยที่ใช้งาน HOSxP อย่างเป็นทางการแล้ว คือ
1.รพร.ด่านซ้าย
2.รพ.นาแห้ว
3.รพ.เอราวัณ
4.รพ.ภูกระดึง
5.รพ.นาด้วง
6.รพ.ภูหลวง
7.รพ.เชียงคาน
8.รพ.ภูเรือ
9.รพ.ผาขาว

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

ถอดบทเรียน ตอนที่ 4 การฝึกซ้อม..

ปัญหาการจิ้มดีด..เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็สร้างปัญหาที่ทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับองค์กรที่นำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ให้บริการคนไข้ไม่น้อยและเป็นปัญหาที่หลายๆ โรงพยาบาลอาจจะมองข้าม เพราะคิดว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว บ้านไหนๆก็มีกัน..ใครที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นนอกจากถือว่าเชยแล้วบางทีประเมินสมรรถนะอาจจะไม่ฝ่านอีกต่างหาก
แต่การใช้คอมพิวเตอร์เป็นก็ไม่ได้หมายความว่าจะพิมพ์ได้คล่อง..เพราะส่วนใหญ่ถนัดใช้เมาส์คลิ๊ก..

เราเริ่มต้นกันง่ายๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำความคุ้นเคยกับการพิมพ์ บทเรียนง่ายๆ คือ การตั้ง log in เข้าใช้โปรแกรม HOSxP เป็นชื่อภาษาไทยของตัวผู้ใช้เอง และติดตั้งโปรแกรมเพื่อรับ-ส่งข้อความสั้นๆอย่าง IPMSG ที่สามารถส่งผ่านระบบแลนไปยังฝ่ายงานต่างๆ ได้ โปรแกรมเล็กแต่แจ๋ว ที่ทำให้เกิดช่องทางการสื่อสารขึ้นใหม่ เพราะสามารถส่งข้อความไปยังหน่วยงานอื่นได้พร้อมๆ กันหรือจะส่งเฉพาะบางหน่วยงานก็ได้ และถูกใช้งานมากขึ้นเนื่องจากสะดวกในการใช้แทนเสียงตามสาย การประชาสัมพันธ์ ตามหาเจ้าหน้าที่บางคน หรือขอความร่วมมือต่างๆ บางคนใช้เป็นพื้นที่ประกาศขายของไปด้วยก็มี..

พอใช้ส่งข้อความสั้นๆบ่อยๆ ทำให้ทักษะการพิมพ์จาก "จิ้มดีด" เป็นจิ้มสัมผัสได้มากขึ้นตามลำดับ..

ในระหว่างที่ผมกับอาร์มกำลัีงติดตั้งระบบเพื่อทดสอบ ทดลอง ตั้งแต่การเซตค่าข้อมูลพื้นฐานต่างๆ พบว่ามีเรื่องที่ต้องคิดหนักเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิบัตรทอง, ฐานข้อมูลระบบบัญชี,ฐานข้อมูลอาชีพ, การศึกษา ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเอกสารอ้างอิงที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการเซตค่าต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานได้ ซึ่งก่อนหน้านี้การตั้งค่าข้อมูลพื้นฐานในโปรแกรมเดิมนั้น แต่ละโรงพยาบาลก็มักจะตั้งเองตามใจชอบ โดยไม่ต้องอิงกับมาตรฐานอะไรมากนัก แต่ในช่วงหลัง สปสช. และ สนย.ได้กำหนดชุดข้อมูลมาตรฐานไม่ว่าจะเป็น 12 และ 18 แฟ้ม ขึ้นมาโรงพยาบาลที่ไม่ได้มีการตั้งค่าข้อมูลพื้ืนฐานให้ถูกต้อง จึงได้รับผลกระทบกันพอสมควรทีเดียว..

ทุกอย่างเหมือนจะดูดี..แต่ผมก็มีปัญหาที่น่าดีใจและหนักใจไม่น้อย..
ที่น่าดีใจ คือ ผมคิดว่าผมรู้และเข้าใจวิธีการทำงานของ HOSxP มากสุดๆ เหมือนการบรรลุอะไรซักอย่าง
แต่ปัญหาที่หนักอก คือ ผมจะอธิบายอย่างไรให้คนอื่นในทีมเข้าใจในสิ่งที่ผมและอาร์มรู้..

การที่องค์กรแพทย์ปฏิเสธจะใช้งานในช่วงแรกๆ และหยอดคำหวานไว้ว่าอีกสักพักจะใช้ให้ลองศึกษาก่อน ก็น่าดีใจที่อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวัง แต่เอาเ้ข้าจริงๆแล้วนี่คืออนาคตที่ไม่ดีเท่าไหร่ เหตุผลที่ผมต้องบอกแบบนี้ เพราะว่าหลายโรงพยาบาลที่องค์กรแพทย์ไม่ยอมใช้ในช่วงแรกๆ เมื่อระบบเริ่มใช้งานผู้ดูแลระบบจะต้องออกแบบ FLOW ของการทำงานตามสถานการณ์ที่แพทย์ไม่ใช้ เช่น การการสั่งแลป สั่งเอ๊กเรย์ ลงนัด ลง Refer ก็ต้องมอบให้เป็นหน้าที่และภาระกับพยาบาลหรือบางทีก็อาจจะเพิ่มคน หรือจ้างคนมาช่วยลงข้อมูลให้เฉพาะ

ปัญหาคืออะไรเหรอครับ..ปัญหาก็ คือ พอใช้ไปสักพักระบบมันจะเริ่มลงตัวคนที่ใช้งานก็จะมีความชำนาญและทำงานคล่องตัวมากขึ้น สุดท้ายก็จะติดวิธีการที่ทำมาว่ามันก็ดีอยู่แล้วและก็อาจจะใช้วิธีนี้ไปอีกนานแสนนาน หากถ้าใครคิดจะไปเปลี่ยนก็มักจะเจอกระแสการต่อต้าน เพราะอย่างที่บอกแหละครับว่า คน..ไม่อยากเปลี่ยนแปลง

การผ่าตัดใหญ่ยังไงก็ต้องเป็นแผล ต้องเจ็บตัว..อยู่แล้ว
ผมจึงขอให้แพทย์ช่วยใช้ HOSxP ด้วยการคลิกเลือกชื่อคนไข้และสั่งพิมพ์ OPD Card ออกมาเพื่อเขียนข้อมูลการซักประวัติและสั่งยา เป็นการพบกันค่อนทางที่ดีครับ และเืพื่อให้มีปัญหาในการใช้งานจริงน้อยที่สุด การซักซ้อม การฝึกซ้อมให้เกิดความชำนาญจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ในช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสี่โมงเย็นหลังจากที่ว่างงานจากการให้บริการคนไข้ ทีมนำสารสนเทศของโรงพยาบาลจะมาร่วมกันทดลองฝึกซ้อมวิธีการใช้งานและลงบันทึกในโปรแกรม HOSxP ทดลองส่งตรวจจากเครื่องนี้ไปยังเครื่องนั้นและตามไปดูว่าข้อมูลมันถูกส่งไปจริงหรือไม่ ทดลองจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อดูว่าถ้าให้บริการจริงๆเวลาคนไข้มากรณีแบบนี้ทำจะทำอย่างไร คนไข้มาตรวจรักษาแล้วต้อง refer ทำอย่างไร ,คนไข้ตรวจแล้วหมอสั่ง Admit ทำอย่างไร ฯลฯ ทดลองซ้อมกันอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์

ข้อดีของการฝึกซ้อมไม่เพียงแต่ที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนมีความชำนาญในการลงบันทึกข้อมูลเ่ท่านั้น ยังทำให้ทีมของพวกเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยน อธิบายวิธีการและเหตุผลในเนื้องานของตัวเอง บางเรื่องมองในมุมตัวเองเหมือนเส้นผมบังภูเขาแต่พอมีคนนอกมาช่วยดูให้มันมีหลายเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายดาย เมื่อได้ฟังกันมากขึ้นทำให้พวกเรามองเห็นภาพรวมของการบริการที่มีคนเข้ามารับบริการในแต่ละวัน เข้าใจการทำงานของหน่วยงานตนเองและการทำงานของหน่วยงานอื่น

ปัจจุบันการขึ้นระบบให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ มาตรการฝึกซ้อมลงข้อมูลใน HOSxP เป็นสิ่งจำเป็นที่ผมเน้นค่อนข้างมาก ยิ่งโรงพยาบาลขนาดใหญ่ยิ่งมีความซับซ้อนในระบบมาก การฝึกซ้อมสามารถลดปัญหาการทำงาน และลดความเครียดของเจ้าหน้าที่ในวันที่โรงพยาบาลเปิดให้บริการโดยใช้โปรแกรม HOSxP ได้มากพอสมควร

ข้อคิดที่เราได้จากตรงจุดนี้ คือ การเปลี่ยนแปลง Software ไม่ว่าจะเป็น HOSxP หรือโปรแกรมอื่นๆ การเตรียมความพร้อม ฝึกซ้อมเจ้าหน้าที่ "ทุกคน" ในทุึกหน่วยงานที่เกียวข้องที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลงบันทึกข้อมูลมีความสำคัญมากครับ และอยากบอกว่าไม่ว่าคุณจะใช้โปรแกรมอะไรหรือทำอะไรในการขับเคลื่อนองค์กร การเตรียมคนในองค์กรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก..
มากขนาดไหนผมเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ให้ลองดูภาพของเด็กที่แข่งวิ่ง 31 ขาดูสิครับ..



การแข่งขันวิ่ง 31 ขา นักเรียนหนึ่งคนเป็นเหมือนตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ขาที่ผูกไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนความเชื่อมของของระบบข้อมูลขผ่านระบบแลน(LAN) นั่นเอง ...ถ้าเป็นการวิ่งแข่งทั่วๆไป ต่างคนต่างวิ่ง แน่นอนครับว่าคงไม่มีปัญหาอะไร หน่วยงานต่างๆ ในโรงพยาบาลที่เคยต่างคนต่างทำงาน มีข้อมูล มีการทำรายงาน ที่ไม่ต้องเชื่อมโยงกันมันก็คงไม่มีปัญหา

แต่ปััจจุบันระบบข้อมูลข่าวสารที่มีปริมาณมากต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการเก็บและประมวลผลข้อมูล ซึ่งมันจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อข้อมูลมีความเชื่อมโยงกัน เหมือนกับการวิ่งแบบ 31 ขา

การวิ่งแบบนี้ไม่ฝึกซ้อม..คงจะวิ่งไปได้อย่างช้าๆ และล้มลุกคลุกคลานเจ็บตัวกันหลายครั้ง
ยิ่งถ้าบางคนในทีมไม่ยอมวิ่งอีกต่างหาก กลายเป็นภาระให้เพื่อนในทีมต้องใช้กำลังในการออกแรงลากคนที่ไม่ยอมวิ่ง กลายเป็นความทุกข์สำหรับเพื่อนร่วมงานไม่น้อย ..

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายเคยวิ่ง จนหกล้มลุกคลุกคลานกันมาหลายครั้ง เพราะซ้อมน้อย ไม่มีครู ไม่มีโค้ชมาสอนมาคอยแนะนำให้ ทำให้วิ่งกันไม่เป็น..แต่การเรียนรู้ผิด รู้ถูก ก็เป็นครูที่ดี

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา...
ทุกวันนี้เราเก็บเกี่ยวเทคนิคและบทเรียนมากมาย ที่หลายๆโรงพยาบาลสามารถนำไปใช้โดยไม่ต้องไปเริ่มต้นลองผิด ลองถูกกันใหม่เพราะความผิดพลาดของคนที่ก้าวเดินไปก่อนหน้า มีไว้ให้ศึกษาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินย่ำซ้ำรอยผิดพลาดเดิมๆ

ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน กับ HosXP_PCU

หลังจากที่ทีมงาน ICT ได้พูดคุยกันและนำเข้าหารือกับผู้บริหารอยู่หลายรอบ จึงได้ข้อสรุปว่าจังหวัดเลยของเราจะเปลี่ยนจาก HCIS มาใช้ HosXP_PCU ด้วยกันทั้งหมด และจังหวัดได้จัดอบรมเพื่อให้ความรู้กับผู้ดูแลระบบระดับอำเภอ และนักจัดการข้อมูลของทุกหน่วยบริการไปเรียบร้อยแล้ว ในไตรมาสที่ 1

จากนี้ต่อไปเราจะก้าวไปพร้อมกันเริ่มใช้งานจริง (ฟันธง) 1 มกราคม 2554 และส่งข้อมูล 18 แฟ้ม ผ่านโปรแกรม HosXP_PCU ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 เป็นต้นไป (ตามหนังสือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ที่ ลย 0027.002.2/ว2387)

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

ถอดบทเรียน ตอนที่ 3 ฟันธง..

คนส่วนใหญ่มักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง.. ผมเองก็เป็นคนส่วนใหญ่ที่จัดอยู่ในกลุ่มสมาคมคนขี้กลัว(การเปลี่ยนแปลง)เหมือนกัน

การเปลี่ยน Software ของโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องที่นึกอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ง่ายๆ ใครที่เข้าใจว่าแค่จ้างนักคอมพิวเตอร์มาทำงาน ประชุม พูดคุยกันนิดหน่อยๆ ก็พอแล้ว..ที่เหลือให้นักคอมพิวเตอร์เขาดูแลไป ผมไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิดนะครับ..แต่ครั้งหนึ่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย เคยเชิญฝ่ายพัฒนาบุคลากรของโรงพยาบาลกรุงเทพ มาเป็นวิทยากรอบรมเรื่องการวางแผนยุทธศาสตร์ อาจารย์่ท่านนึงมาดูระบบไอทีของโรงพยาบาลแล้วใ่ห้ข้อคิดที่สำคัญประโยคหนึ่งว่า "คุณรู้ไหม๊..ระบบสารสนเทศ..สำคัญพอๆกับการเปลี่ยนผู้บริหารเลยทีเดียว.." นั่นคือ มุมมองของคนที่ทำงานโรงพยาบาลเอกชนครับ

การเปลี่ยนแปลงบุคลากรของห้องบัตรที่ต้องโยกย้าย เปลี่ยนงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจทำลายขวัญกำลังใจของคนในองค์กรโดยไม่รู้ตัว เพราะจากคนที่เคยมีงานทำเป็นประจำทุกวัน จนถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นบัตร แต่พอวันหนึ่งระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาแล้วเขาทำงานไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีพอ เป็นสาเหตุที่ต้องทำให้มีการย้ายฝ่าย เปลี่ยนงาน หัวอกของคนทำงานจะทุกข์แค่ไหนเป็นเรื่องที่ทีมบริหารต้องช่วยกันอธิบายต่อหัวหน้างานและบุคลากรในทุกระดับรวมถึงการมองหางานที่เหมาะสมให้เขาด้วย เรื่องแบบนี้..มองได้หลายมุมครับถ้าจะให้ถูกใจคนทำงานคุณภาพขององค์กรก็อาจจะแย่ ถ้าจะเน้นๆแต่เรื่ืองคุณภาพก็อาจจะกลายเป็นองค์กรมีคนทำงานแบบไร้ชีวิิตชีวา แต่ถ้าเราหาจุดยืนร่วมกันเอาคนไข้้เป็นศูนย์กลาง เราพบว่าองค์กรที่ทำระบบคุณภาพต้องดูแลเอาใจใส่พนักงานในหลายด้านและต้องปรับทัศนคติของคนในองค์กรเพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยกตัวอย่างงานในหลายๆตำแหน่งนะครับ เช่น ห้องบัตร เวรเปล ผู้ช่วยเหลือคนไข้ พนักงานขับรถ ฯลฯ ซึ่งกรรมการบริหารหารต้องมองการทำงานในหน้าที่ของบุคลากรเหล่านี้ในระยะยาวด้วยว่าจะเอายังไง จะไปทางไหนต่อ เพราะถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆ คนเหล่านี้อายุมากขึ้น ทำงานซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มีการพัฒนาสุดท้ายก็กลายเป็นพนักงานที่ทำงานเชื่องช้า เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายต่องานที่ทำ ไม่รวมถึงสังขารที่อายุมากขึ้น บางคนอ้วนมากขึ้น มีโรคประจำตัวล้วนเป็นอุปสรรค์ต่อการทำงานและความปลอดภัยของคนไข้ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมีการตัดสินใจผ่องถ่ายเจ้าหน้าที่ห้องบัตรที่อายุงานมากๆเปลี่ยนไปทำงานในตำแหน่งงานอื่น และต้องคิดให้มากเกี่ยวกับการวางยุทธศาสตร์ด้านบุคลากร

ผ่านจากห้องบัตรมาที่จุดคัดกรอง ถ้าเราลองเดินตามคนไข้ เมื่อพยาบาลเรียกไปซักประวัติ พยาบาลจะสอบถามอาการเจ็บป่วย อาจจะมีผู้ช่วยเหลือคนไข้ช่วยวัดไข้ วัดความดันโลหิตหรือบางครั้งพยาบาลก็อาจจะทำเอง และบันทึกข้อมูลลง OPD CARD หรือใบสั่งยาก็แล้วแต่ว่าระบบของโรงพยาบาลทำมาแบบไหน แต่เดิมที่โรงพยาบาลใช้การพิมพ์ใบสั่งยาออกมาก่อนและให้พยาบาลเขียนประวัติการเจ็บป่วยลงใน OPD CARD ตรงพื้นที่ว่างๆ ที่ถูกประทับวันที่มาเรียบร้อยแล้วจากห้องบัตร พอเปลี่ยนมาใช้ HOSxP แต่แพทย์ยังไม่พร้อมที่จะใช้ งานเข้า..สิครับ เพราะถ้าแพทย์ไม่ดูข้อมูลการซักประวัติในคอมพิวเตอร์ยืนยันจะดูจาก OPD CARD ซึ่งก็หมายความพยาบาลข้อมูลที่พยาบาลคีย์เข้าระบบคอมพิวเตอร์ก็ไม่มีความหมาย ต้องเขียนประวัติลงใน OPD CARD เหมือนเดิมและถ้าพยาบาลต้องเขียนและต้องคีย์เข้าคอมพิวเตอร์ คุณคิดว่าเขาจะยอมทำให้ไหม๊ล่ะครับ..

ผมนั่งเฝ้าสังเกตพยาบาลที่จุดคัดกรอง ว่ามีงานหรือต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง โดยสรุปมีหน้าที่หลักๆ ดังนี้ครับ
1.ซักประวัติ วัดสัญญานชีพ บันทึกลง OPD CARD
2.เขียนใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี)
3.เขียนใบส่งต่อ ลงสมุด Refer เพื่อออกเลขที่ส่งต่อ(ถ้ามี)
4.ออกใบนัด ลงสมุดนัด แนะนำการปฏิบัติตัว
5.ทำหัตถการ(บางรายการ)ที่ OPD
6.งานคลิินิกพิเศษ เบาหวาน ความดัน ฯลฯ

ซึ่งระบบงานเอกสารเดิมเป็นการเขียนทั้งหมด แน่นอนครับว่าความยุ่งเหยิงต่างๆมันรวมกันอยู่แถวนี้แหละ เพราะคนไข้มีทั้งขาเข้าและขาออก บางคนออกจากห้องแพทย์ไปห้องแลป ไปเอ๊กเรย์ แล้วก็ต้องกลับมาอีกครั้ง วกไปวนมา พยาบาลตรงจุดนี้จึงทำหน้าที่เหมือนจราจรเป่าปิ๊ดๆ ให้คนนี้เข้า คนนี้ออก พูดคุยอธิบายกับคนไข้ บางทีต้องเข้าไปช่วยแพทย์ทำหัตถการ และหลายครั้งเป็นกระโถนรองรับอารมณ์คนไข้และหมอ หรือบางโรงพยาบาลมีพี่พยาบาลอาวุโส(มากๆ)มาประจำอยู่ที่ OPD (ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากขึ้น เวรเช้า บ่าย ดึก) บางที่คนไข้ก็เยอะ พยาบาลก็น้อย.. คิดดูสิครับแล้วถ้าเรายังไปยัดเยียดระบบคอมพิวเตอร์โดยที่ไมได้เ้ข้าไปวิเคราะห์และหาทางออกที่เหมาะสมให้กับเขา..จะเกิดอะไรขึ้น

นางฟ้าในชุดขาวของเรา..ก็วีนแตกเท่านั้นเอง!

ก่อนจะใช้ HOSxP ต้องตกลงกันให้ดีๆครับว่าจะเอายังไงระหว่างแพทย์และพยาบาล ถ้าแพทย์ไม่ยอมใช้งาน workload ของงานบันทึกข้อมูลหลายๆอย่างจะไปกองอยู่ที่พยาบาล ถึงคุณจะไปหว่านล้อมด้วยแม่น้ำทั้งห้า..ว่ามันมีผลต่อข้อมูล 12-18 แฟ้มอะไรยังไงก็ตามที เธอก็คงไม่สนหรอกครับเพราะไหนจะเหนื่อยกับงานบริการแล้วยังต้องมาทำงานซ้ำซ้อนทั้งเขียน ทั้งคีย์ลงคอมพิวเตอร์ นี่มันเอาความทุกข์ไปให้กันชัดๆ หรือบางโรงพยาบาลโชคดีหน่อยครับ ที่พยาบาล OPD ใจสู้ แต่ก็มีที่ใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญกันได้พยาบาล OPD ยอมทำให้อย่างจำนน แต่ก็ทำแบบจ่ม ก่น ด่า..กระแทกแดกดัน วันไหนคอมพิวเตอร์ใช้แล้วแฮงค์ ค้าง ทำให้เหล่าบรรดานางฟ้าของเราพากันหงุดหงิดอารมณ์เสียบ่อยๆ แล้วใครเล่าครับที่จะรับผลกรรมตรงนี้ถ้าไม่ใช่บรรดานักคอมพิวเตอร์

องค์กรแพทย์จะใช้หรือไม่ใช้ิสำคัญต่อการวางระบบงานอื่นๆเที่เชื่อมโยงกันครับ หลายๆโรงพยาบาลมีเหตุผลและความจำเป็นที่องค์กรแพทย์ปฏิเสธที่จะไม่ใช้เพราะเหตุผลที่ว่าแพทย์น้อย แต่ส่วนตัวผมมองว่าเกิดจากการปิดใจไม่อยากรับรู้มากกว่า เพราะถ้าเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของการคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะโปรแกรม HOSxP จะสามารถช่วยแพทย์ทำงานได้มากพอสมควรเช่น การดูประวัติเก่า การ Remed หรือใช้สูตรยา และยังมีผลต่อระบบงานของหน่วยงานอื่นอีกด้วย เพียงแค่ลองเปิดใจและทดลองใช้ ลองศึกษาเรียนรู้สักเล็กน้อย จะมีแพทย์น้อยหรือมากมันยังมีทางออกช่วยกันได้ครับ แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลที่จะปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ทันเรียนรู้ ยังไม่ทันเห็นว่า HOSxP ทำอะไรได้บ้างก็ตั้งธงแล้วว่าจะไม่ใช้คอมพิวเตอร์ท่าเดียว

โจทย์ในครั้งแรกที่ติดตั้งระบบ HOSxP ของโรงพยาบาลผมก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน
องค์กรแพทย์ขอเวลายังไม่พร้อมใช้ใน แล้วจะจัดการอย่างไรกับปัญหานี้ดี..

ถ้าแพทย์ไม่ใช้ .....
พยาบาลก็จะไม่คีย์เพราะถ้าต้องเขียนลง OPD CARD และ้ต้องคีย์ลง HOSxP เธอก็ขอบาย..เหมือนกัน ทำไมฉันจะต้องมาทำงานหนักอยู่คนเดียวด้วย!

สุดท้ายเราขอพบกันครึ่งทางครับ โดยการเิริ่มต้นครั้งแรกขอให้แพทย์ใช้คอมคลิกเรียกชื่อผู้ป่วยจาก HOSxP และกดบันทึกเพื่อพิมพ์ OPD CARD ออกมาดูประวัติที่พยาบาลบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ และแพทย์เขียนการตรวจร่างกาย สั่งยาลงใน OPD CARD ด้วยลายมือแทน ยังไม่ต้องลงในคอม แค่คลิกเพื่อพิมพ์--และเขียนเหมือนเดิมเท่านี้ก็ทำให้พยาบาลยอมซักประวัติโดยการคีย์ลองคอมพิวเตอร์ผ่านไปด้วย เป็นยกสยามยกแรกที่ใช้ได้และวิธีนี้ผมยังใช้กับแพทย์ที่มาบรรจุใหม่ด้วยเช่นกันครับ

โดยสรุปการเปลี่ยนแปลงช่วงแรกๆ เรากำหนดหน้าที่กันดังนี้ครับ
-ห้องบัตรส่งตรวจ ค้น OPD CARD ส่งมาให้ที่พยาบาลคัดกรอง
-พยาบาลคัดกรอง บันทึกข้อมูลลงใน HOSxP เมนูการคัดกรอง และส่งเข้าห้องตรวจ
-แพทย์เลือกคนไข้ บันทึกเพื่อพิมพ์ OPD CARD และเขียนการตรวจร่างกาย ยา แลป เอ๊กเรย์ ฯลฯ
-พยาบาลสั่ง แลป เอ๊กเรย์ ลงรายการนัด ลงการ Refer

เมื่อตกลงกันได้ดูเหมือนปัญหาจะจบลงได้ด้วยดีนะครับ..
แต่ก็มีปัญหาที่ทำให้ผมเข็มขัดสั้น เพราะคาดไม่ถึงนั่นคือ พยาบาลคีย์ับันทึกข้อมูลด้วยการ "จิ้มดีด"

โอ..แม่เจ้า ถ้าคุณจิ้มดีดไม่คล่องคุณจะรู้ว่ามันทรมานแค่ไหนกับการหาตัวอักษรบนแป้นพิมพ์

พรุ่งนี้มาติดตามกันต่อครับว่า..เราแก้ปัญหานี้กันอย่างไร

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

ถอดบทเรียน ตอนที่ 2 เปลี่ยนวิธีคิด..

"จงออกจากพันธนาการของความเคยชิน หลบเลี่ยงจากกับดักทางความคิด หลีกหนีจากสิ่งที่ทำให้เราหลงจาก ความถูกต้อง แล้วคุณจะพบสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นจริง" : ข้อคิดดีๆ จากไอสไตน์

เรื่องที่เรารู้ และเราทำด้วยความเคยชิน มันทำให้เรามักจะคิดว่าคนอื่นก็น่าจะรู้เหมือนเราด้วย..
หลายปีที่ผมทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นงานประจำที่ทำด้วยความเคยชินจนเรื่องที่คนอื่นดูเหมือนว่ายาก..เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ง่ายๆ ซึ่งเราเองไม่คิดว่ามันเป็นความสามารถพิเศษอะไรแต่สำหรับคนที่ไม่คุ้ยเคย หรือไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนัก มันเป็นอุปสรรคสำคัญของการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในองค์กรไม่น้อยเลยทีเดียว..

ผมมีความสงสัยเกี่ยวกับระบบงานของแต่ละหน่วยงานอย่างมาก หลังจากที่ศึกษาโมดูลต่างๆของ HOSxP และเข้าใจวิธีการทำงานในแต่ละโมดูลซึ่งดูแล้วไม่ยาก แต่ทำไมเวลานำไปให้ผู้ปฏิบัติใช้จึงมักมีปัญหาต่างๆมากมาย จนเป็นประเด็นให้ถกเถียงผิดใจกันบ่อยๆว่าเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานแล้วทำให้การทำงานยุ่งยากมากกว่าเดิม..

ก่อนขึ้นระบบ HOSxP ผมจึงขอเข้าไปสังเกตการทำงานของแต่ละหน่วยงาน ว่ามีวิธีการทำงานกันอย่างไร มีเอกสาร รายงาน ความต้องการอะไรที่เกี่ยวข้องบ้างไม่ว่าจะเป็นห้องบัตร พยาบาลหน้าห้องตรวจ ที่ห้องตรวจของแพทย์ ห้องแลป เอ๊กเรย์ ห้องยา ห้องการเงิน หอผู้ป่วยใน ฯลฯ..เดินตามคนไข้เพื่อไปดูในแต่ละระบบ แล้วก็ได้ค้นพบว่า..โอ้โห ระบบของโรงพยาบาลเรานี่มันวกไปวนมา ทำงานซ้ำๆกันหลายๆอย่าง เป็นความเคยชินที่คนทำงานอาจจะไม่รู้ตัว จุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่พบคือ แต่ละหน่วยงานไม่ได้รับรู้ว่าหน่วยงานอื่นทำงานอย่างไร มีการเก็บข้อมูลอะไรบ้าง การส่งต่อข้อมูลในลักษณะใดที่สามารถเชื่อมโยงกันและนำมาใช้ด้วยกันได้.. เมื่อไม่รู้ต่างฝ่ายต่างก็พยายามกอดข้อมูลงาน เพื่อทำรายงาน หรือเก็บเป็นผลงานของตัวเอง..เพราะไม่มั่นใจว่าคอมพิวเตอร์มันจะช่วยได้ทั้งหมด

ผมใช้เวลากับหน่วยงานต่างๆ จนพอที่จะเข้าใจความเชื่อมโยงของข้อมูลที่ต้องใช้ร่วมกัน และมีหลายประเด็นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนโปรแกรมดีๆ อย่าง HOSxP แทนที่มันจะมาช่วยในการทำงานกลับต้องกลายมาเป็นภาระที่เพิ่มมากขึ้น และเรื่องแบบนี้ไปคุยกับระดับหัวหน้างาน ฝันไปเถอะครับว่าเขาจะเปลี่ยนกันง่ายๆ เพราะความเคยชินที่เขาทำกันมานาน..จนเรียกว่าอยู่ตัวแล้ว มันดีอยู่แล้ว..จู่ๆ เราเป็นใครจะไปรู้ระบบงานอะไรดีกว่าเขาที่ทำงานอยู่ประจำทุกวันได้อย่างไร และโดยเฉพาะการเปลี่ยน FLOW การทำงานที่ OPD ซึ่งเป็นจุดที่วุ่นวายที่สุดในโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย.. เรื่องแบบนี้มันต้องตัดสินใจในระดับผู้อำนวยการหรือกรรมการบริหารครับ..ของแบบนี้ต้องมีการ "ฟันธง"

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายใช้วิธีการฟันธง..ในหลายๆครั้งเพื่อการทำงานที่ดีกว่า ซึ่งแน่นอนครับว่าต้องมีการรับฟังข้อดี ข้อเสีย ความคิดเห็นจากทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องและข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง..ว่าจะต้องทำอย่างไร และมีอะไรที่ดีกว่าเดิมบ้าง..

ผมยกตัวอย่างที่ห้องบัตร..
ก่อนหน้าที่จะปรับมาใช้ HOSxP ที่ OPD ของโรงพยาบาลผมมีวิธีการทำงานแบบนี้ครับ.. หลังจากคนไข้รับบัตรคิวเีรียบร้อยแล้วก็จะไปรอพยาบาลเรียกมาคัดกรองโดยเขาจัดอัตรากำลังสำหรับคัดกรองไว้ 3 คน โดยมีทั้งพยาบาลที่ OPD และพยาบาลจากหน่วยงานอื่นที่มาช่วย ดังนั้นพยาบาลนอกจากจะทำหน้าที่ซักประวัติของพยาบาลแล้วยังต้องทำหน้าที่ของห้องบัตรเกี่ยวกับการสอบถามข้อมูลประวัติส่วนตัว ดูเรื่องสิทธิต่างๆไปด้วย ก่อนที่เขียนข้อมูลในใบซักประวัติส่งต่อไปให้ห้องบัตรเพื่อค้น OPD CARD เหตุผลที่ทางพยาบาลได้พูดคุยกับผมก็เพราะเป็นมาตรฐานของการพยาบาลที่คนไข้ควรได้เจอกับพยาบาลให้เร็วที่สุดเพื่อประเมิน ซักประวัติอาการเจ็บป่วย เพราะว่าก่อนหน้านี้ระบบของโรงพยาบาลเคยจัดระบบให้คนไข้มาเจอเจ้าหน้าที่ห้องบัตรก่อน และต้องเสียเวลาในการทำบัตร ค้นบัตรนานมาก กว่าข้อมูลจะมาถึงพยาบาลซักประวัติอาจจะทำให้ผู้ป่วยบางคนอาการเจ็บป่วยกำเริบที่ OPD เพราะว่ารอนานเกินไป.. ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญเสียด้วยสิครับ

ที่นี้เมื่อพยาบาลมาทำหน้าที่ซักประวัติทั่วไป และประวัติการเจ็บป่วยของคนไข้ และส่งต่อข้อมูลที่ห้องบัตร เกิดปัญหาตามมาสิครับ เพราะพยาบาลที่มาช่วยซักประวัติผู้ป่วยมีทั้งพยาบาลประจำของ OPD และพยาบาลที่หมุนเวียนมาจากหน่วยงานอื่น การซักประวัติสอบถาม การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น จึงไม่ค่อยเป็นไปในแนวทางเดียวกัน..และคิดว่าไม่ใช่งานหลักของฉัน จึงเกิดปัญหาข้อมูลเวชระเบียนไม่สมบูรณ์ตามมา เช่น คนไข้ที่ไม่มีบัตรประำจำตัวมาด้วย เวลาถูกถามว่าเคยมาโรงพยาบาลไหม๊ ถ้าคนไข้ไม่ได้มานานๆจำไม่ได้ หรือเป็นคนแก่ คำตอบมาตรฐานคือ "ไม่เคยมา" หรือบางครั้งเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลก็ไม่ได้บอก พยาบาลก็จะเขียนประวัติส่งไปให้เจ้าหน้าที่ห้องบัตรนำไปค้น ทีนี้เมื่อค้นประวัติเก่าไม่เจอ หรือพยาบาลเขียนบอกมาว่าไม่เคยมาโรงพยาบาล คุณคิดว่าเจ้าหน้าที่ห้องบัตรจะทำอย่างไรละครับ.. เขาก็ออก HN ใหม่ให้ทันที..ดังนั้นจึงฐานข้อมูลของโรงพยาบาลมีข้อมูลซ้ำซ้อน และผู้ป่วยคนๆเดียวกันแต่มี 2-3 HN จึงมีำจำนวนมาก..

ประเด็นที่ผมต้องการเปลี่ยนในตอนนั้น คือ คนไข้ต้องเจอกับผู้ป่วยก่อนเพราะจะได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงประวัติ การเก็บรูปถ่าย สิทธิการรักษาพยาบาล ฯลฯ แน่นอนครับ พอจะเปลี่ยนให้คนไข้พบกับเจ้าหน้าที่ห้องบัตรก่อนทำให้มีเสียงคัดค้านว่าคนไข้จะต้องรอนานเหมือนเดิม ซึ่งในทางการพยาบาลก็คงไม่ยอม...เอาสิครับ ทางวิชาชีพเขาก็มีเหตุผล แล้วผมจะทำอย่างไรดี
คือ ถ้าเรายังติดกับภาพลักษณ์เดิมที่เจ้าหน้าที่ห้องบัตรของโรงพยาบาลซึ่งเป็น สว.ทั้งหลายมานั่งทำงาน แน่นอนครับว่าคนรุ่นสี่สิบอัพจะมานั่งซักประวัติ คีย์ข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ 5 นาที/คน ได้เร็วขนาดนี้ผมว่าก็คงบุญแล้ว..ไปๆมาๆ คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นภาระให้คนทำงานต้องทุกข์มากกว่าเดิมอีกต่างหาก และที่ผมสังเกตทั้งที่โรงพยาบาลผมเอง หรือโรงพยาบาลที่อื่นเจ้าหน้าที่ห้องบัตรมักจะเป็นหน่วยงานระดับ สว. (คนงานอายุมากๆ)มาทำงาน อาจจะคิดว่าแค่งานค้น OPD CARD ประทับตราวันที่ เจาะรู เอาบัตรเข้าแฟ้ม ฯลฯ จะใช้ทักษะอะไรมากมายกันเชียว..จะว่าอย่างนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งครับ แต่ในระบบข้อมูลปัจจุบันที่ต้องตรวจสอบและให้ความสำคัญของข้อมูลผู้ป่วยอย่างมากห้องบัตรจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ นี่จึงเป็นเหตุผลที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้เล่น..เอ๊ย เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ห้องบัตรเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ เสียส่วนใหญ่


ดังนั้นจึงต้องมีการสาธิตให้ทีมได้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ๆมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ที่ดีมาก พิมพ์เร็วคล่องแคล่ว ว่องไว ใช้เวลาในการทำบัตรไม่นาน และเพื่อให้ทางพยาบาลได้สบายใจว่า ยังสามารถรักษามาตรฐานได้ตามวิชาชีพของตนเอง จึงเสนอให้มีการจัดพยาบาลมาประจำตรงจุดรับบัตรคิวเพื่อคัดกรองเบื้องต้นก่อนว่า คนนี้อาการไม่หนักไม่เร่งด่วน รอพบแพทย์ที่ OPD คนนี้มีอาการหนัีกส่งไป ER ก่อน คนนี้คอขาดแล้ว..ส่งไปวัด ได้เลย ฯลฯ และก็เฝ้าระวังด้วยข้อมูลการรายงานความเสีี่ยงว่ามีคนไข้ที่มีอาการทรุดที่ OPD มากน้่อยบ่อย แค่ไหน ด้วยสาเหตุอะไร..

กว่าจะฝ่าด่านอรหันต์ที่ห้องบัตรได้ ไม่ง่ายเลยนะครับเพราะก้าวล่วงไปถึงขั้นเปลี่ยนคน เพิ่มคนกันเลยทีเดียว..ใครที่เคยบอกว่าเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วจะลดคนลง.. มันไม่จริงเสมอไปหรอกครับ

ปัญหาที่ตามมาคือ แล้วคนงานเก่าๆจะเอาไปทำงานที่ไหน? ผมลืมคิดไปเลย พรุ่งนี้มาอ่านต่อครับว่าเราจัดการกับ สว.ทั้งหลาย กันอย่างไร